"คุณครูครับ วันแม่ครับ" ข้าพเจ้ามองตามเสียงนั้น เห็นไกรสร นั่งคุกเข่าพร้อม
ม้วนกระดาษที่ผูกริบบิ้น ข้าพเจ้ารับมาแล้วเปิดดู ทันที เป็นภาพวาดของตัวข้าพเจ้าเอง
พร้อมลายเซนต์ของไกรสร อยู่ด้านล่าง เป็นของขวัญที่ข้าพเจ้าประทับใจมากที่สุด
อ้าววันนี้ใครไม่มา "ไกรสรครับ"
หายไปไหน "ไม่ทราบครับ"
ภาพประกอบชิ้นงานของไกรสร ถูกใจ ข้าพเจ้ามากที่สุด เป็นไปได้อย่างไรที่เด็กวาดภาพ
ได้ขนาดนี้ โดดเรียน บ่อยๆๆ
ข้าพเจ้าให้ ไกรสร มาพบไม่ถามสาเหตุที่โดดเรียน แต่สนทนาเรื่องภาพของเขา
ในที่ประชุม ข้าพเจ้าเสนอชื่อไกรสร ได้รับทุนการศึกษาเนื่องในวันแม่ประจำปี
ของโรงเรียน ได้รับการคัดค้านจากกรรมการในที่ประชุม ที่ประชุมบอกว่า
พฤติกรรมไม่เหมาะสม โดดเรียนบ่อย มาโรงเรียนสาย ไม่สมควรเป็นตัวอย่าง
แต่ในที่สุด ไกรสร ก็ได้รับทุนการศึกษา 500 บาท ไม่มากสำหรับครู
แต่สำหรับไกรสร มันคือจุดเปลี่ยนชีวิตของเขา มันคือกำลังใจอันยิ่งใหญ่ของคนคนหนึ่ง
ในวันแม่ แม่ของไกรสร นุ่งผ้าถุงสวยงามมารับทุนพร้อมกับลูกชาย ใบหน้าทั้งสองคนยิ้ม
ตลอดเวลา หลังจากรับทุนการศึกษา ข้าพเจ้าพูดกับไกรสร ว่า
"ครูให้โอกาสไกรสรกลับตัวนะ ทุกอย่างทิ้งให้หมด แล้วเริ่มใหม่ ขอแค่นี้ได้ไหม "
ไกรสร บอกว่าครับ
"อย่าลืมครูเป็นกำลังใจให้ตลอดนะ จะทำอะไรให้คิดถึงครูก่อน ว่าครูกำลังมองดูอยู่"
วันที่ไกรสร ได้รับเลือกเป็นประธานนักเรียนของโรงเรียน เขามองหน้าข้าพเจ้าเรายิ้มให้กัน
"ขอแค่ให้โอกาส
วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554
วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554
มองทุกด้าน ไม่ไร้สาระ
10 สิงหาคม 2554
"คุณครูขาหนูจะทำโครงงานประวัติโรงเรียนเชียงยืนพิทยาคมค่ะ"
"โรงเรียนเรานี้นะ คิดใหม่ไหมค่ะ"
ใช่...เราควรมองรอบด้านในทุกแง่ทุกมุม
ในการเก็บข้อมูล เราควรเก็บครอบคลุมทั้ง3 มิติ คือด้าน
1.มิติความสัมพันธ์ คือ
คน(สังคม) เกี่ยวข้องตั้งแต่สองคนขึ้นไป เช่นภาษา เศรษฐกิจ
ธรรมชาติ(รูปธรรม สิ่งที่สัมผัสได้) รูปร่าง ลักษณะ ที่มา วิธีการทำ วิธีการใช้
วิธีการเก็บรักษา เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ
สิ่งเหนือธรรมชาติ(นามธรรม สิ่งที่สัมผัสไม่ได้) เช่นความคิด คติ ความเชื่อ
ตำนาน นิทาน เรื่องเล่า รวมทั้งประเพณี พิธีกรรม
2.มิติเวลา(ขีดเส้นเวลา อธิบายช่วงเวลา) ก่อนเปลี่ยนเป็นอย่างไร เปลี่ยนอย่างไร
เปลี่ยนเมื่อไร มีปัจจัย เงื่อนไขอะไรที่ทำให้เปลี่ยน เปลี่ยนแล้วเป็นอย่างไร
3.มิติความเชื่อมโยง เปรียบเทียบเรืองที่มีความสัมพันธ์กันหรือมีลักษณะคล้ายกัน
เพื่อให้มองเห็นเรื่องที่ศึกษาชัดเจนเช่น เหมือน-ต่าง ดี-ไม่ดี มาก-น้อย
มติความสัมพันธ์ นักเรียนศึกษาสภาพภูมิประเทศ พืชพรรณธรรมชาติในโรงเรียน
มิติเวลา นักเรียนศึกษาความเปลี่ยนแปลง แต่ละช่วงเวลาของโรงเรียน
มิติเชื่อมโยง นักเรียนเปรียบเทียบสืบเรื่องจากภาพเก่า แล้วถ่ายภาพใหม่ ณ ที่เก่า
สัมภาษณ์ศิษย์เก่าถึงความเปลี่ยนแปลง หรือเรื่องเล่าระหว่าง แม่ลูกคู่ศิษย์โรงเรียน
เป็นโครงงานที่เยี่ยมมาก เป็นกระบวนการที่ฝึกกระบวนการคิด
กระบวนการกลุ่มที่เยี่ยมมาก
เรียกว่ายิ่งศึกษายิ่งสนุก ยิ่งศึกษายิ่งลุ่มลึก
นายถูกเสมอ ใช่จริงๆๆ เพียงแต่เรา แนะแนวทางได้แค่ไหน
เพ็ญศรี ใจกล้า
"คุณครูขาหนูจะทำโครงงานประวัติโรงเรียนเชียงยืนพิทยาคมค่ะ"
"โรงเรียนเรานี้นะ คิดใหม่ไหมค่ะ"
ใช่...เราควรมองรอบด้านในทุกแง่ทุกมุม
ในการเก็บข้อมูล เราควรเก็บครอบคลุมทั้ง3 มิติ คือด้าน
1.มิติความสัมพันธ์ คือ
คน(สังคม) เกี่ยวข้องตั้งแต่สองคนขึ้นไป เช่นภาษา เศรษฐกิจ
ธรรมชาติ(รูปธรรม สิ่งที่สัมผัสได้) รูปร่าง ลักษณะ ที่มา วิธีการทำ วิธีการใช้
วิธีการเก็บรักษา เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ
สิ่งเหนือธรรมชาติ(นามธรรม สิ่งที่สัมผัสไม่ได้) เช่นความคิด คติ ความเชื่อ
ตำนาน นิทาน เรื่องเล่า รวมทั้งประเพณี พิธีกรรม
2.มิติเวลา(ขีดเส้นเวลา อธิบายช่วงเวลา) ก่อนเปลี่ยนเป็นอย่างไร เปลี่ยนอย่างไร
เปลี่ยนเมื่อไร มีปัจจัย เงื่อนไขอะไรที่ทำให้เปลี่ยน เปลี่ยนแล้วเป็นอย่างไร
3.มิติความเชื่อมโยง เปรียบเทียบเรืองที่มีความสัมพันธ์กันหรือมีลักษณะคล้ายกัน
เพื่อให้มองเห็นเรื่องที่ศึกษาชัดเจนเช่น เหมือน-ต่าง ดี-ไม่ดี มาก-น้อย
มติความสัมพันธ์ นักเรียนศึกษาสภาพภูมิประเทศ พืชพรรณธรรมชาติในโรงเรียน
มิติเวลา นักเรียนศึกษาความเปลี่ยนแปลง แต่ละช่วงเวลาของโรงเรียน
มิติเชื่อมโยง นักเรียนเปรียบเทียบสืบเรื่องจากภาพเก่า แล้วถ่ายภาพใหม่ ณ ที่เก่า
สัมภาษณ์ศิษย์เก่าถึงความเปลี่ยนแปลง หรือเรื่องเล่าระหว่าง แม่ลูกคู่ศิษย์โรงเรียน
เป็นโครงงานที่เยี่ยมมาก เป็นกระบวนการที่ฝึกกระบวนการคิด
กระบวนการกลุ่มที่เยี่ยมมาก
เรียกว่ายิ่งศึกษายิ่งสนุก ยิ่งศึกษายิ่งลุ่มลึก
นายถูกเสมอ ใช่จริงๆๆ เพียงแต่เรา แนะแนวทางได้แค่ไหน
เพ็ญศรี ใจกล้า
วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554
เค้าโครงงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3/2554 โรงเรียนเชียงยืนพิทยาคม มหาสารคาม
การนำเสนอเค้าโครงงาน ของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 ปีการศึกษา2554
1. เรือขวดรุ่นที่ 2 ม 3/1
2.เรื่อง โต๊ะญี่ปุ่นจากวัสดุเหลือใช้ ม3/1
3.เรื่อง ภูมินามในเขตตำบลเชียงยืน ม3/1
4.เรื่อง ยากันยุงจากพืชใกล้ตัว ม3/1
5.เรื่อง สีย้อมผ้าจากเปลือกมังคุด ม3/1
6.เรื่องสมุนไพรกำจัดปลวก ม3/1
7.เรื่อง กระติกน้ำมหัศจรรย์ทำจาก “แกลบ” ม3/1
8.เรื่อง เตาประหยัดพลังงาน ม3/1
9. เรื่อง ภูมิปัญญาการลดอุณหภูมิไก่เพิ่มผลการผลิต ม3/2
10. เรื่อง ภูมินาม อำเภอ ชื่นชม ม3/2
11.เรื่อง ความเป็นมาของผ้าเผวต (บ้านค้อ) ม3/2
12.เรื่อง การเปลี่ยนสีผมด้วยวัสดุธรรมชาติ ม3/2
13.เรื่อง สำรวจใบเสมา วัดบ้านทัพม้าม3/2
14.เรื่อง การทำแซมพุผสมสมุนไพรม3/2
15.เรื่อง ประวัติความเป็นมาของหลวงปู่หินบ้านแบกม3/2
16.เรื่องการกำจัดสนิมด้วยผลไม้ 3 ชนิดม3/2
17.เรื่อง จักรยานเก็บขยะม3/3
18.เรื่อง เครื่องหยอดปุ๋ยม3/3
19.เรื่อง ขลุ่ยจากน้ำเต้า ม3/3
20.เรื่อง การทำปลาร้าบอง ม3/3
21.เรื่อง ขนมจีนสามสี ม3/3
22.เรื่อง การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ ม3/3
23.เรื่อง การทำกระดาษจากใบสับปะรด ม3/4
24.เรื่อง การทำไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชที่ใช้แล้ว ม3/4
25.เรื่อง การทำปูนขาวจากเปลือกหอย ม3/4
26.เรื่อง การทำกระดาษจากผักตบชวา ม3/4
27.เรื่อง การตีมีดแบบโบราณ ม3/4
28.เรื่อง รากบัวสมุนไพร ม3/4
29.เรื่อง การทำขนมข้าวเกรียบสมุนไพร ม3/5
30.เรื่อง โคมไฟขวดน้ำพลาสติก ม3/5
31.เรื่อง โคมไฟจากกะลามะพร้าว ม3/5
32.เรื่อง โคมไฟจากเส้นด้าย ม3/5
33.เรื่อง กระถางดอกไม้จากเศษกระดาษที่ใช้แล้ว ม3/5
34.เรื่อง สบู่เหลวจากมะขามเปียก ม3/5
35.เรื่องการทำผงชูรสจากสมุนไพร 5 ชนิด ม3/5
36.เรื่อง ชาใบหม่อนเพื่อสุขภาพ ม3/6
37.เรื่อง การทำสบู่สมุนไพรขัดผิว ม3/6
38.เรื่อง การย้อมสีผ้า ม 3/6
39.เรื่อง น้ำยาล้างจานจากมะกรูด ม3/6
40.เรื่อง อโลมา 2 เวอร์ชั่น ม3/6
41.เรื่อง เทียนหอมกันยุง ม3/6
42.เรื่อง การทำสบู่ด้วยน้ำมันพืชเหลือใช้ ม3/7
43.เรื่อง การประดิษฐ์เทียนไขสมุนไพรไล่ยุง ม3/7
44.เรื่อง การอนุรักษ์ใบย่านางในโรงเรียนเชียงยืนพิทยาคม ม3/7
45.เรื่อง การทำยาหม่องจากตะไคร้หอม ม3/7
46.เรื่อง การทำครีมนวดผลจากดอกอัญชัย ม3/7
47.เรื่อง การประดิษฐ์บันไดไม้ไผ่ ม3/7
48. เรื่อง เจลล้างมือ ม3/8
49. เรื่อง เทียนหอมใบมะกรูดไล่ยุง ม3/8
50. เรื่อง สมุนไพรไล่ยุง ม3/8
51. เรื่องประวัติความเป็นมาของโรงเรียนเชียงยืนพิทยาคม ม3/8
52. เรื่อง น้ำยาล้างจานสมุนไพร ม3/8
53. เรื่อง ตุ๊กตาถ่าน ม3/8
54. จักรยานไฟฟ้า
วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2554
การเรียนรู้ไปพร้อมกับเด็ก
รู้สึกว่าตัวเองสอนไม่ดีเลย มานั่งวิเคราะห์ตนเองว่าสอนดีที่สุด ช่วงใหน
ข้าพเจ้าบรรจุเป็นครูเมื่อเดือนพฤษภาคม 2522 ด้วยวุฒิปกศ.สูง วิชาเอกเกษตร
และสอนวิชาเกษตรด้วยความรักและภาคภูมิใจ ได้นำนักเรียนบุกเบิกการปลูกต้นไม้
นำนักเรียนเลี้ยงปลาในบ่อที่โรงเรียน และที่สนุกมากคือให้นักเรียนทำโครงการ
ที่บ้านคนละ1โครงการ สนุกช่วงออกนิเทศโครงการนักเรียนมีความสุขเมื่อครูออกเยี่ยม
หน้าแต่ละคนยิ้มเป็นกะโล่เมื่อเห็นครูบางคนปลูกผัก บางคนเลี้ยงหมู บางคนเลี้ยงไก่
ชีวิตการสอนเปลี่ยนเมื่อย้ายโรงเรียน ต้องเปลี่ยนจากการสอนเกษตร
มาเป็นสอนสังคม หนักใจมากเลยเพราะไม่เคยสอนและไม่เคยเรียนเลย
ปริญญาตรีก็ภูมิศาสตร์ ไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์,หน้าที่,พระพุทธ,เศรษฐศาสตร์ เลย
เริ่มสอนสังคมครั้งแรกในระดับ ม.ศ.3 ปี2528 ต้องเตรียมการสอนทุกชั่วโมง
ค้นเนื้อหาทุกชั่วโมง บางครั้งเตรียม4-5ชั่วโมงเพื่อนำมาสอนเพียงชั่วโมงเดียว
เรียกว่าเด็กจะรู้อะไร เราก็รู้ไปพร้อมกับเด็กเลย เรียกว่าเปลี่ยนแนวการสอนเลยที่เดียว
เพราะเกษตรเน้นการปฏิบัติ แต่สังคมเน้นความรู้วิชาการ
ในการจัดการเรียนการสอนสังคม ใช้การเรียนการสอนทุกรูปแบบที่คิดว่าดีที่สุด
ทดลองใช้ทุกอย่างที่ศึกษาแล้วมีผลว่า ดี แต่ให้คำตอบตัวเองยังไม่ได้ว่า
วิธีการสอนใดดีที่สุด เพื่อนำมาเอกลักษณ์ของตนเอง
สรุปแล้วไม่มีวิธีการสอนใดดีที่สุดเลย
ถ้าถามว่า ชอบวิธีการใดมากที่สุด?
ตอบได้เลยว่า ชอบการสอนที่เรียนรู้ไปพร้อมๆๆกับเด็ก มันตื่นเต้น
ต้องลุ้นตลอดเวลาว่า เด็กจะตอบคำถามเราได้ไหม เราจะตอบคำถามเด็กได้ไหม
6 สิงหาคม2554
ข้าพเจ้าบรรจุเป็นครูเมื่อเดือนพฤษภาคม 2522 ด้วยวุฒิปกศ.สูง วิชาเอกเกษตร
และสอนวิชาเกษตรด้วยความรักและภาคภูมิใจ ได้นำนักเรียนบุกเบิกการปลูกต้นไม้
นำนักเรียนเลี้ยงปลาในบ่อที่โรงเรียน และที่สนุกมากคือให้นักเรียนทำโครงการ
ที่บ้านคนละ1โครงการ สนุกช่วงออกนิเทศโครงการนักเรียนมีความสุขเมื่อครูออกเยี่ยม
หน้าแต่ละคนยิ้มเป็นกะโล่เมื่อเห็นครูบางคนปลูกผัก บางคนเลี้ยงหมู บางคนเลี้ยงไก่
ชีวิตการสอนเปลี่ยนเมื่อย้ายโรงเรียน ต้องเปลี่ยนจากการสอนเกษตร
มาเป็นสอนสังคม หนักใจมากเลยเพราะไม่เคยสอนและไม่เคยเรียนเลย
ปริญญาตรีก็ภูมิศาสตร์ ไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์,หน้าที่,พระพุทธ,เศรษฐศาสตร์ เลย
เริ่มสอนสังคมครั้งแรกในระดับ ม.ศ.3 ปี2528 ต้องเตรียมการสอนทุกชั่วโมง
ค้นเนื้อหาทุกชั่วโมง บางครั้งเตรียม4-5ชั่วโมงเพื่อนำมาสอนเพียงชั่วโมงเดียว
เรียกว่าเด็กจะรู้อะไร เราก็รู้ไปพร้อมกับเด็กเลย เรียกว่าเปลี่ยนแนวการสอนเลยที่เดียว
เพราะเกษตรเน้นการปฏิบัติ แต่สังคมเน้นความรู้วิชาการ
ในการจัดการเรียนการสอนสังคม ใช้การเรียนการสอนทุกรูปแบบที่คิดว่าดีที่สุด
ทดลองใช้ทุกอย่างที่ศึกษาแล้วมีผลว่า ดี แต่ให้คำตอบตัวเองยังไม่ได้ว่า
วิธีการสอนใดดีที่สุด เพื่อนำมาเอกลักษณ์ของตนเอง
สรุปแล้วไม่มีวิธีการสอนใดดีที่สุดเลย
ถ้าถามว่า ชอบวิธีการใดมากที่สุด?
ตอบได้เลยว่า ชอบการสอนที่เรียนรู้ไปพร้อมๆๆกับเด็ก มันตื่นเต้น
ต้องลุ้นตลอดเวลาว่า เด็กจะตอบคำถามเราได้ไหม เราจะตอบคำถามเด็กได้ไหม
6 สิงหาคม2554
วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2554
สื่อยุคโลกาภิวัฒน์
4 สิงหาคม 2554
อบรมการทำ facebook ได้รู้จักการเขียนblogger
ถึง ณ. กาลนี้ ยอมรับแล้วว่า IT เป็นสื่อที่มีอิทธิพลต่อวงการศึกษาจริงๆ
คนส่วนมากคิดว่าเสียเวลา คงไม่นะ ถ้าเราแบ่งเวลาให้ถูก
รู้สึกว่าเราใช้ facebook ไม่คุ้มค่า เป็นอะไรอีกหลายอย่างที่เราคิดไม่ถึง
เด็กส่วนมากเล่นเกม สนทนากันเฉยๆๆ น่าเสียดายเวลาจังเลย
ทำอย่างไรจะให้เด็กเราเป็นคนสร้าง แทนที่จะเป็นคนเล่น
อบรมการทำ facebook ได้รู้จักการเขียนblogger
ถึง ณ. กาลนี้ ยอมรับแล้วว่า IT เป็นสื่อที่มีอิทธิพลต่อวงการศึกษาจริงๆ
คนส่วนมากคิดว่าเสียเวลา คงไม่นะ ถ้าเราแบ่งเวลาให้ถูก
รู้สึกว่าเราใช้ facebook ไม่คุ้มค่า เป็นอะไรอีกหลายอย่างที่เราคิดไม่ถึง
เด็กส่วนมากเล่นเกม สนทนากันเฉยๆๆ น่าเสียดายเวลาจังเลย
ทำอย่างไรจะให้เด็กเราเป็นคนสร้าง แทนที่จะเป็นคนเล่น
จิตใฝ่ดี
28 กรกฎาคม 54
12.45 ของทุกวัน นักเรียนทุกระดับชั้นต้องเข้าแถวบ่าย
เพื่อเตรียมความพร้อมในการเรียนภาคบ่าย เป็นช่วงที่ครูในระดับ
มีเรื่องนานาสาระที่พูดคุยกับเด็ก บางครั้งพวกเราก็ให้นั่งสมาธิ
เป็นการผ่อนคลายเรียกความสดชื่น
บ่ายวันที่ 26 กรกฎาคมครูกระตุ้นนักเรียนในการทำโครงงาน
หลังจากเลิกแถวยังมีการจับกลุ่มสนทนาเรื่องโครงงาน มีนักเรียน 3/2 ยืนรอ
“คุณครูขา เงินหนูหายคะ” “คาบที่3 คะ” “1,800 บาทคะ”
“เอ้า ทำไมพึ่งบอกครู ก็บ่ายโมงแล้วนี้ จะเหลืออะไร ละ”
“ครูขา หนูพอจะรู้ว่าใครเอาคะ หนูไม่เอาเรื่องคะ แต่หนูอยากให้เขามีจิตสำนึกคะ
คุณครูบอกให้หนูหน่อยนะคะ”
“ชั่วโมงต่อไปของครูไม่ใช่หรือ อย่างนั้นเข้าห้องเลย”
คิดในใจ ทำได้ไหมหนอ ลองดูก็แล้วกัน
เป็นช่วงที่เด็กแต่ละกลุ่มนำเสนอหลักธรรมที่ได้จากพระพุทธรูปประจำปางวันเกิด
พอดีเลยได้โอกาส ครูเลยได้พูดเรื่อง จิต ไม่มีวันดับ ยกตัวอย่างร่างอาจารย์ใหญ่ให้ดู
(วันนั้นห้องนี้เรียนคอมพิวเตอร์พอดี ได้โอกาสดู FR ของเอ็ม กรีด ร่างอาจารย์ใหญ่ทั้งห้อง)
จากนั้นพูดเรื่องการส่งกระแสจิต และยกตัวอย่างการรวมส่งกระแสจิต
เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีที่แล้ว ในช่วงMP3กำลังฮิตใหม่ๆๆ
นักเรียนก็เอามาเล่นที่โรงเรียน แล้วหาย ระดับ ม. 3 เรียกรวมทันที แล้วค้นหา ไม่เจอ
ในที่สุดก็ใช้วิธี ทุกคนสวดมนต์ แล้วนั่งสมาธิ ส่งกระแสจิตถึงคนที่เอาไปให้เอามาคืน
เชื่อไม่เชื่อก็ต้องเชื่อละ ขณะนั้น ฟ้ามืดครึม เมฆหนาผ่าน มีลมพัด นักเรียนแต่ละคนไม่กล้าลุก
ครูแนะให้ทุกคนส่งกระแสจิตพร้อมกัน เชื่อไหมว่า วันรุ่งขึ้น ได้MP3 คืน
ทันใดนั้น มีนักเรียนคนหนึ่งพูดว่า “คุณครูขา พาพวกหนูนั่งหน่อยคะ”
ครูก็เลยแกล้งถามว่านั่งทำไมมันไม่ดี กระแสจิตมีจริงและที่นี้แรงด้วยนะ
“เงินพวกหนูหายคะ” ครูเลยบอกว่าไม่เอาหรอกเราเป็นเพื่อนกันกี่ปีแล้ว
จะส่งกระแสจิตทำไม ใครเอาของเพื่อนไปก็ให้เอามาคืน เหลือเท่าไรก็เอาเท่านั้น
ทุกคนให้อภัย เห็นไหม องคุลีมาร ฆ่าคนมาเท่าไรแล้ว เมื่อกลับใจใครๆก็ให้อภัย
เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะ ครูจะแจกกระดาษให้ แล้วเลิกเรียนทุกคนต้องเอา
กระดาษนี้ห่ออะไรก็ได้ไปไว้ที่โต๊ะครู ได้แต่หวัง หลังเลิกเรียนทุกคน
เอาห่อกระดาษวางไว้ที่ห้องครู ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
บ่ายวันที่ 27 กรกฎาคม แทนที่จะนั่งสมาธิวันนี้ครูเล่านิทานให้ฟัง
ชื่ออะไรจำไม่ได้แล้ว แต่เป็นเรื่องที่ครอบครัวหนึ่งมีลูกสาวสวยมากๆๆ
ถึงสามคนแต่ละคนมีนิสัยแย่มาก คนหนึ่งพูดไม่ดีพูดส่อเสียด คนหนึ่งลักขโมย
คนหนึ่งนิสัยมูมมาม เมื่อพ่อทนนิสัยลูกไม่ได้ก็เอาลูกไปลอยแพ แพก็ลอยไปสู่ทะเล
ไปเจอเรือมหาโจร มหาโจรเห็นสาวงามก็รับขึ้นเรือ เรือวุ่นวายมาก มีของหาย
มีการทะเลาะวิวาทกัน มีการกินอาหารเรี่ยราด
ถ้านักเรียนเป็นมหาโจรนักเรียนจะปล่อยใครลงทะเล
นักเรียนออกความคิดเห็นหลากหลายเลย ครูสรุปว่าถึงแม้ว่ามหาโจรเลือกลอยแพ
คนพูดไม่ดีพูดส่อเสียด ซึ่งถือว่ารุนแรงที่สุดแก้ไขไม่ได้แต่ครูก็ไม่อยากเห็นลูกๆๆ ของครู
เป็นคนมูมมาม เป็นคนขี้ขโมย เห็นไหมว่ามหาโจรยังให้อภัยเลย ครูก็ให้อภัยลูกๆๆทุกคนเหมือนกัน
เช้าวันที่ 28 กรกฎาคม ขณะกำลังเดินขึ้นไปสอนมีนักเรียนมาช่วยถือกระเป๋า
แล้วบอกว่า คุณครูขา หนูได้เงินคืนแล้ว ว่างไว้ที่โต๊ะหนูคะ
เป็นคำพูดที่ เป็นสิริมงคลมากที่สุด สำหรับวันนี้
แต่ครูขอสดุดี เพื่อนคนนั้นว่าเธอชนะแล้ว ชนะตนเอง
ถือว่าสุดยอดของการชนะ ครูดีใจกับเธอด้วยนะ
เล่าประสบการณ์ "ดาบสองคม"
22 กรกฎาคม 54
ปกติดิฉันจะเป็นคนตรงต่อเวลามาก นัดใคร
มักจะไปก่อนอย่างน้อย 5 นาทีและจะปลูกฝังนิสัยนี้แก่ลูกศิษย์ทุกรุ่น
โดยเฉพาะเด็กที่ใกล้ชิดมากๆๆเขาจะรู้นิสัยนี้ดีมาก
แต่เหตุการณ์ต่อไปนี้ ทำให้ดิฉันต้องกลับมานั่งมองตัวเองใหม่ว่า
แต่เหตุการณ์ต่อไปนี้ ทำให้ดิฉันต้องกลับมานั่งมองตัวเองใหม่ว่า
ควรไตร่ตรอง ใคร่ครวญมากกว่านี้ไหม
เช้าวันที่25 มิ.ย.54 พวกเราทั้ง 8 คน นัดกันว่าจะไปดูงาน
และร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนนาเชือก 6:30 ล้อรถเคลื่อนนะ ถึงเวลาแล้ว
เหลือเติร์กคนเดียว ถามป๊อบโทรตามหรือยัง
ป๊อบบอกว่าเติร์กไม่รับสายครับ ด้วยนิสัยตรงต่อเวลา
ป๊อบบอกว่าเติร์กไม่รับสายครับ ด้วยนิสัยตรงต่อเวลา
บอกว่าไม่รอไปเลย เพราะไม่รักษาเวลา
พวกเราเดินทางได้ประมาณครึ่งทาง เติร์กโทรตาม บอกว่าทำไมครูไม่รอผมครับ
พวกเราเดินทางได้ประมาณครึ่งทาง เติร์กโทรตาม บอกว่าทำไมครูไม่รอผมครับ
ผมรีบตื่นอยู่ ผมตามครูไปได้ไหมครับ คณะก็บอกว่าตามมาเลย
แต่เติร์กก็โทรตามบอกว่า ขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ผมจะไปขอนแก่นแทน
เช้าวันที่ 22 กรกฎาคม พวกเรานัดกันอีกเพื่อไปอบรมเศรษฐกิจพอเพียง
เช้าวันที่ 22 กรกฎาคม พวกเรานัดกันอีกเพื่อไปอบรมเศรษฐกิจพอเพียง
เติร์ก มาก่อนเพื่อนและก่อนเวลา เติร์กบอกว่าไม่อยากให้ผู้ใหญ่รอครับ
พึ่งรู้ว่าเติร์กต้องช่วยยายขายอาหารตอนกลางคืนทุกวัน
พึ่งรู้ว่าเติร์กต้องช่วยยายขายอาหารตอนกลางคืนทุกวัน
แล้ววันนั้นต้องช่วยงานศพ (ยายรับทำอาหาร)พึ่งนอนไม่ถึงชั่วโมง
ในใจครูตะโกนว่า “ครูขอโทษ นะเติร์ก”
ในใจครูตะโกนว่า “ครูขอโทษ นะเติร์ก”
วันนั้นถ้าครูลดความเป็นตัวของตัวเองลงนิดหนึ่ง
เติร์กคงไม่พลาดโอกาสที่จะได้เรียนรู้กับเพื่อนๆๆ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
